วิตามินซีทาหน้า ใช้ % เท่าไหร่ ทาตอนไหน

ผมเป็นผู้จำหน่ายอิสระของ Nu Skin — ในหน้านี้ผมจะบอกด้วยว่าตรงไหนที่ของผมไม่ใช่คำตอบของคุณ อ่านเพิ่มในหน้าเกี่ยวกับผม →

ถ้าผิวทนกรดได้ ใช้ L-ascorbic acid 10–15% ทาตอนเช้า บนผิวแห้ง ก่อนมอยส์เจอไรเซอร์และกันแดด — เกิน 20% ผิวไม่ดูดซึมเพิ่ม ถ้าแสบค้างเกิน 30 นาที เปลี่ยนไปใช้อนุพันธ์ แต่อย่าเอา % ของอนุพันธ์มาเทียบตรง ๆ เพราะ “20%” บนขวด VC-IP มีวิตามินซีจริงราว 3% (คำนวณให้ดูข้างล่าง) ผลกับรอยสิวดำเริ่มเห็นสัปดาห์ 8–12 ไม่ใช่ 2 สัปดาห์

วิตามินซีทาหน้า ใช้ % เท่าไหร่ ทาตอนไหน คืออะไร

วิตามินซีที่ทาทำงาน 3 ทาง: จับอนุมูลอิสระที่แดดสร้างในผิว (เสริมกันแดด ไม่ใช่แทน) · เป็นตัวช่วยของเอนไซม์สร้างคอลลาเจน · และกดเอนไซม์ไทโรซิเนสที่ผลิตเม็ดสี รอยดำจึงค่อย ๆ จาง — “ค่อย ๆ” คือเป็นเดือน ไม่ใช่เป็นวัน

ปัญหาคือสารตัวนี้ชื่อเดียวแต่หลายโมเลกุล ขวดที่เขียน “วิตามินซี” อาจเป็น L-ascorbic acid ตัวจริง หรืออนุพันธ์ที่เอาวิตามินซีไปเกาะกับหมู่อื่นให้เสถียร ซึ่งผิวต้องตัดหมู่นั้นออกก่อน % ของสองแบบจึงเทียบกันไม่ได้ และตัวจริงเข้าผิวได้ดีก็ต่อเมื่อสูตรเป็นกรด pH ต่ำกว่า 3.5 — ความแรง ความซ่า และความเสื่อมเร็ว มาจากคุณสมบัติเดียวกัน แยกกันไม่ได้

วิตามินซีทา 6 รูปแบบ ต่างกันตรงไหน

“% ที่พบบ่อย” คือช่วงที่ผมเห็นบนขวดในตลาด ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน — ความแรงของตัวจริงมาจากงานวิจัย ส่วนอนุพันธ์มาจากที่ผมเห็นในลูกค้า เพราะงานวิจัยบนผิวคนจริงมีน้อยกว่ามาก
ชื่อใน INCIแรง / เร็วแค่ไหนเสถียรไหม% ที่พบบ่อยบนขวดเหมาะกับใคร
Ascorbic Acid (L-ascorbic acid)แรงและเร็วที่สุด — ตัวเดียวที่มีงานวิจัยการดูดซึมชัดเจนไม่เสถียร ต้อง pH < 3.5 · เปลี่ยนสีใน 2–3 เดือน10–20%ผิวทนกรดได้ อยากเห็นผลเร็ว ยอมซ่า
3-O-Ethyl Ascorbic Acidกลาง — ใกล้ตัวจริงที่สุดในกลุ่มอนุพันธ์เสถียรดี ไม่ต้องเป็นกรดจัด5–20% (ในไทยมักเขียน 20%)อยากเสถียร แต่ยังอยากเห็นผลเร็วพอสมควร
Tetrahexyldecyl Ascorbate (THD · VC-IP)อ่อนกว่าที่ % บอก — ผิวต้องตัดหางไขมัน 4 เส้นออกก่อนเสถียรมาก ไม่แสบ ไม่เปลี่ยนสี5–20% [ตรวจสอบ]ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ใช้ตัวจริงแล้วแดง
Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP)อ่อน — ผิวต้องตัดหมู่ฟอสเฟตออกก่อนเสถียร ที่ pH เกือบกลาง1–5% [ตรวจสอบ]ผิวมันเป็นสิวง่าย
Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP)อ่อน — กลไกเดียวกับ SAPเสถียร ที่ pH เกือบกลาง3–10% [ตรวจสอบ]ผิวแพ้ง่ายที่อยากได้ตัวอ่อนที่สุด
Ascorbyl Glucoside (AA2G)อ่อนและช้า — ต้องใช้เอนไซม์ในผิวตัดน้ำตาลออกเสถียรที่สุดในกลุ่ม2% (มาตรฐานญี่ปุ่น)คนเริ่มใช้ครั้งแรก

20% บนขวด คือวิตามินซีกี่ % กันแน่

หน้า 1 ของ Google ให้ห้าคำตอบ: 5–20% · 8–20% · ethyl ascorbic acid 20% · 12.5% · และ VC-IP โดยไม่บอกเลข ที่ไม่ตรงกันเพราะ “20%” ของแต่ละเจ้าเป็นคนละโมเลกุล วิตามินซี (น้ำหนักโมเลกุล 176) ถูกเอาไปเกาะกับหมู่อื่น และน้ำหนักหมู่นั้นนับรวมใน % บนขวดด้วย ส่วนที่เป็นวิตามินซีจริงจึงเท่ากับ 176 ÷ น้ำหนักโมเลกุลของอนุพันธ์ — เลขนี้ไม่มีหน้าไหนคิดให้ดู

L-ascorbic acid 15% — วิตามินซีล้วน (176 ÷ 176)15.0 %
Ethyl Ascorbic Acid 20% (176 ÷ 204 = 86%)≈ 17 %
Sodium Ascorbyl Phosphate 3% (176 ÷ 322 = 55%)≈ 1.6 %
Ascorbyl Glucoside 2% (176 ÷ 338 = 52%)≈ 1.0 %
THD Ascorbate (VC-IP) 20% (176 ÷ 1,130 = 16%)≈ 3.1 %
ยังไม่นับว่าผิวตัดหมู่ที่เกาะออกได้กี่ % — ไม่มีใครวัดบนผิวคนจริง ผมจึงไม่พิมพ์?
ขวด “VC-IP 20%” ที่ดูแรงกว่า “L-ascorbic acid 15%” จริง ๆ มีวิตามินซีราว 1 ใน 5 ของอีกขวด และยังต้องเปลี่ยนรูปในผิวอีกขั้น ลูกค้าที่ถือขวด 20% มาถามผมว่าทำไมเพื่อนที่ใช้ 15% เห็นผลก่อน คำตอบอยู่ตรงนี้ เลขนี้ไม่ได้บอกว่าอนุพันธ์ไม่ดี — ความเสถียรกับความไม่แสบมีค่าจริง — แต่ % ข้ามรูปแบบเทียบกันไม่ได้

ใครไม่ต้องซื้อวิตามินซีทา

สัปดาห์ที่ 1–12 จะเกิดอะไรขึ้น

หน้า 1 ให้เรื่องช่วงปรับตัวมาประโยคเดียวว่า “แสบเล็กน้อยเป็นปกติ” — นี่คือฉบับเต็มจากที่ผมเห็นในลูกค้า

จากที่ผมเห็นในลูกค้า ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากงานวิจัย — คนใช้อนุพันธ์ช้ากว่านี้ราว 2–4 สัปดาห์ทุกช่วง แต่ข้ามแถวแรกได้ คนไม่กันแดดจะไม่ถึงแถวที่ 4
ช่วงคุณจะรู้สึกอะไรอันนี้ปกติอันนี้ให้หยุดคนเลิกตรงนี้เพราะ
วันที่ 1–3 ซ่าหรือแสบวูบตอนทา — ชัดขึ้นมากถ้าหน้ายังเปียก ปกติซ่า 1–3 นาทีแล้วหายเอง หยุดแสบค้างเกิน 30 นาที แดงเป็นปื้น หรือคัน คิดว่าแพ้ — ส่วนใหญ่แค่ทาตอนหน้ายังชื้น
วันที่ 4–14 ตอนเช้าผิวดูมีน้ำมีนวล เรียบขึ้นเล็กน้อย ปกติคนอื่นยังไม่ทัก แต่คุณเห็นเองในกระจก หยุดแห้งตึงจนขึ้นขุยที่แก้ม — % สูงเกินผิวคุณ ลดเป็นวันเว้นวัน
สัปดาห์ 3–6 รอยสิวดำยังอยู่ตำแหน่งเดิม สีเดิม ปกติรอยไม่เข้มขึ้น ไม่มีรอยใหม่ หยุดหน้าคล้ำหรือออกเหลืองทั้งหน้า — เทเซรั่มลงหลังมือ ถ้าออกส้มคือขวดออกซิไดซ์แล้ว เลิกมากที่สุดตรงนี้ — ซื้อมาเพราะรอยดำ ผ่านไปเดือนกว่ารอยยังไม่ขยับ
สัปดาห์ 8–12 รอยสิวดำอายุไม่เกิน 6 เดือนเริ่มจางจนคนใกล้ตัวทัก ปกติจางจากขอบเข้าหากลาง ไม่ใช่หายพรวด
เดือน 3–6 ผิวสม่ำเสมอขึ้น แต่ฝ้าแทบไม่ขยับ ปกติถึงจุดคงที่ — ทาต่อเพื่อคงระดับ ไม่ต้องเพิ่ม % หยุดเพราะคิดว่า “ได้ผลแล้ว” แล้วรอยกลับมาใน 2–3 เดือน

ถ้าทาแล้วแสบ แดง หรือหน้าคล้ำขึ้น ทำยังไง

ทุกหน้าเขียนให้คนที่กำลังจะซื้อ ไม่มีใครเขียนให้คนที่ทาไปแล้วสามวัน หน้าแสบแดง และคิดว่าตัวเองแพ้ นี่คือลำดับที่ผมบอกลูกค้า

กรณีแสบ–แดงคืนนี้ ล้างออกด้วยน้ำเปล่า ทามอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่มีกรด ไม่มีน้ำหอม แล้วพอ วันที่ 1–3 พักวิตามินซี เหลือแค่คลีนเซอร์ · มอยส์เจอไรเซอร์ · กันแดด จนไม่แดงเลย 2 วันติด

กลับมาเริ่มใหม่ โดยเปลี่ยน 3 อย่าง — (1) ทาบนผิวแห้งสนิท ซับหน้าแล้วรอ 5 นาที ผิวเปียกทำให้กรดเข้าเร็วและซ่ากว่าปกติมาก นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งของเคสที่มาถามผม (2) ทามอยส์เจอไรเซอร์บาง ๆ ก่อน แล้วค่อยทาซีทับ (3) วันเว้นวัน 2 สัปดาห์ ทำครบแล้วยังแสบค้างเกิน 30 นาที — % สูงเกินผิวคุณ เปลี่ยนไปอนุพันธ์ ไม่ใช่ทนต่อ

กรณีหน้าคล้ำหรือออกเหลือง — ไม่ใช่แพ้ ไม่ใช่แดด ส่วนใหญ่คือเซรั่มออกซิไดซ์แล้ว สารที่เสื่อมเกาะผิวชั้นนอกให้ออกโทนเหลืองน้ำตาล ล้างหน้าตามปกติไม่กี่วันก็หลุด จากที่ผมเห็นยังไม่เคยเจอเคสที่ทิ้งรอยถาวร แต่ขวดนั้นเลิกได้เลย

เมื่อไหร่ที่ควรไปหาหมอ — ตุ่มน้ำ บวม ผื่นลามไปจุดที่ไม่ได้ทา หรือแดงเกิน 5 วันทั้งที่หยุดทุกอย่างแล้ว อันนั้นคือแพ้ส่วนผสมบางตัวในขวด (มักเป็นน้ำหอมหรือสารกันเสีย) เอาขวดไปให้หมอดู INCI ด้วย

ทำไมหน้า 1 ของ Google บอก % ไม่ตรงกันสักหน้า

ผมเปิดอ่านทุกหน้าที่ติดอันดับคำนี้ ได้ห้าคำตอบจากห้าหน้า — และทุกคำตอบตรงกับของที่เจ้านั้นขายพอดี

ผมขายสกินแคร์ยี่ห้อหนึ่งที่มีวิตามินซีในไลน์ — จึงต้องพูดตรงนี้ว่า ถ้าคุณอยู่ในหัวข้อ “ใครไม่ต้องซื้อ” ของผมก็ไม่ใช่คำตอบ ตารางนี้ไม่ได้ตัดสินว่าใครโกหก แค่ชี้ว่าเลขมาจากไหน
ใครพูดเขาขายอะไรเขาบอกว่าความจริงคือ
เว็บรวมบทความสุขภาพแห่งหนึ่ง (ไม่มีชื่อผู้เขียน เก่า 4 ปี)พื้นที่โฆษณา5–20%ช่วงกว้างจนซื้อไม่ถูก และไม่บอกว่าโมเลกุลไหน
แบรนด์เวชสำอางระดับโลกแห่งหนึ่งเซรั่ม 3 ขวดท้ายหน้าที่ใช้ MAP และ THD พอดี8–20% และแนะนำ MAP / THD ascorbateสองตัวนั้นเสถียรจริง แต่ THD 20% คือวิตามินซีราว 3% — เลข 8–20% วางไว้ให้ดูเท่าตัวจริง
โรงงานรับผลิตเครื่องสำอางแห่งหนึ่งบริการผลิตให้เจ้าของแบรนด์ — คนอ่านที่เขาต้องการไม่ใช่คุณethyl ascorbic acid 20%ตัวที่โรงงานชอบเพราะใส่สูตรง่ายและเคลม 20% ได้สวย ไม่ใช่เพราะเหมาะกับหน้าคุณ
เว็บรีวิวความงามแห่งหนึ่งรายการสินค้าพร้อมราคา12.5% ดูดซึมได้ดีเลขบนขวดที่เอามารีวิว ไม่ใช่เกณฑ์ — ขวดเขียน 10% หน้านั้นก็จะเขียน 10%
บล็อกของแบรนด์เล็กแห่งหนึ่งเซรั่ม VC-IPตารางเทียบทุกรูปแบบ — VC-IP ชนะทุกช่องตารางที่ผู้ชนะคือของที่ตัวเองขาย และไม่มีช่อง “% วิตามินซีจริง” ช่องเดียวที่ VC-IP แพ้

อ่านฉลากยังไง — ซีจริงหรือชื่อคล้าย และขวดเปลี่ยนสีแล้วใช้ได้ไหม

หน้าขวดเขียน “Vitamin C” ตัวใหญ่ได้ทุกขวด ตัวจริงอยู่ในรายการส่วนผสม (INCI) ด้านหลัง ให้ดู 4 อย่าง

1. ชื่อAscorbic Acid คือตัวจริง ชื่ออนุพันธ์ดูตามตารางข้างบน เจอแค่สารสกัดส้มท้ายรายการ = ขวดนั้นขายกลิ่นส้ม ไม่ได้ขายวิตามินซี

2. ตำแหน่ง — INCI เรียงจากมากไปน้อยจนถึงเส้น 1% ต่ำกว่านั้นเรียงยังไงก็ได้ Ascorbic Acid อยู่ใน 3 อันดับแรก = น่าจะ 10% ขึ้นไป อยู่หลังน้ำหอม (Parfum) = น้อยกว่า 1% ไม่ว่าหน้าขวดจะเขียนอะไร

3. เพื่อนร่วมขวด — สูตรตัวจริงที่มีงานวิจัยรองรับหนักแน่นกว่าสูตรอื่นคือ 15% + Tocopherol 1% + Ferulic Acid 0.5% เจอสองตัวหลังในรายการ แปลว่าขวดนั้นตั้งใจทำมาให้เสถียร

4. สี — เทหยดลงหลังมือดูกับแสงธรรมดา ใสหรือเหลืองจาง = ปกติ เหลืองเข้มเหมือนน้ำชา = เริ่มออกซิไดซ์ ส้มถึงน้ำตาล = ทิ้ง อนุพันธ์ไม่เปลี่ยนสีให้ดู ยึดตัวเลข M ข้างสัญลักษณ์กระปุกเปิดฝาแทน

เรื่องที่ไม่มีหน้าไหนพูด: ห้องน้ำบ้านคนไทย — 30–32 องศาบวกไอน้ำจากฝักบัวคือที่เก็บที่แย่ที่สุดสำหรับตัวจริง ลูกค้าที่ถามผมว่าทำไมขวดออกส้มในเดือนเดียว เกือบทุกคนวางไว้ตรงนั้น เก็บในตู้เย็นช่องธรรมดา และซื้อขวดเล็ก: ครึ่งหลอดหยด (≈ 0.5 มล.) ทุกเช้า ขวด 30 มล. หมดใน 60 วัน พอดีกับช่วงที่ยังไม่เสื่อม ขวด 50 มล. ที่ดูคุ้มกว่าจะเหลือครึ่งขวดตอนที่มันส้มแล้ว

คำถามที่พบบ่อย

วิตามินซีทาหน้า ทาตอนไหนดี เช้าหรือกลางคืน

เช้า — งานหลักคือจับอนุมูลอิสระที่แดดสร้างระหว่างวัน ลำดับ: ล้างหน้า ซับแห้ง ทาซี รอแห้ง มอยส์เจอไรเซอร์ กันแดด SPF 30 ขึ้นไป เช้ารีบใช้กลางคืนได้ ผลเรื่องรอยดำไม่หายไป แค่เสียส่วนที่เสริมกันแดด

วิตามินซีทาหน้า ความเข้มข้นเท่าไหร่ดี

L-ascorbic acid เริ่ม 10% ผิวนิ่ง 4 สัปดาห์ค่อยไป 15% ส่วน 20% คือเพดาน เกินนี้ผิวไม่ดูดซึมเพิ่ม อนุพันธ์อย่าเทียบ % กับตัวจริง — ดูตารางคำนวณข้างบน แล้วเลือกจากความแสบที่รับได้ ไม่ใช่เลขที่ใหญ่กว่า

เซรั่มวิตามินซี ยี่ห้อไหนดี

ผมไม่ตอบชื่อยี่ห้อ เพราะผมขายอยู่ยี่ห้อหนึ่งและจะไม่เป็นกลาง แต่บอกเกณฑ์ได้ — วิตามินซีจริงอยู่ใน 5 อันดับแรกของ INCI · ตัวจริงต้องมี Ferulic Acid หรือ Tocopherol และขวดทึบแสง · คิดเป็นราคาต่อวัน ขวด 30 มล. 390 บาท ÷ 60 วัน = 6.5 บาท/วัน ขวด 3,600 บาท = 60 บาท/วัน ส่วนต่าง 9 เท่าซื้อความเสถียรกับเนื้อสัมผัส ไม่ได้ซื้อวิตามินซีเพิ่ม 9 เท่า

วิตามินซีทาหน้าแล้วแสบ ปกติไหม

ซ่า 1–3 นาทีแล้วหายเอง — ปกติ เป็นเรื่องของ pH ไม่ใช่แพ้ และจะน้อยลงเองใน 1–2 สัปดาห์ แสบค้างเกิน 30 นาที แดงเป็นปื้น หรือคัน — ไม่ปกติ หยุดแล้วทำตามหัวข้อ “ถ้าทาแล้วแสบ” สาเหตุที่เจอบ่อยที่สุดคือทาตอนหน้ายังเปียก

วิตามินซีทาหน้า ใช้กี่วันเห็นผล

จากที่ผมเห็นในลูกค้า — ผิวมีน้ำมีนวล 2–4 สัปดาห์ รอยสิวดำอายุไม่เกิน 6 เดือนจาง สัปดาห์ 8–12 รอยเก่ากว่านั้น 3–6 เดือน ฝ้าแทบไม่ขยับ อนุพันธ์ช้ากว่านี้ 2–4 สัปดาห์ และถ้าไม่กันแดดจะไม่ถึงสัปดาห์ 8

วิตามินซี ไม่ควรใช้คู่กับอะไร

ที่ต้องแยกจริงมีตัวเดียว — เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (ยาแต้มสิว) เพราะมันออกซิไดซ์วิตามินซี ที่เหลือแค่แยกเวลา — เรตินอล: ซีเช้า เรตินอลคืน · AHA/BHA: แยกเช้า/คืน ไม่งั้นกรดคูณสอง · ไนอาซินาไมด์: ทาซ้อนได้เลย ความเชื่อว่าตีกันมาจากการทดลองเก่าในหลอดทดลอง ไม่ใช่บนหน้าคน

เซรั่มวิตามินซีเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ใช้ได้ไหม

เหลืองจางใส — ใช้ได้ สูตรที่มี ferulic acid เป็นสีนี้ตั้งแต่วันแรก เหลืองเข้มเหมือนน้ำชา — เริ่มออกซิไดซ์ ผลลดลง ส้มถึงน้ำตาล — ทิ้ง อนุพันธ์สีบอกอะไรไม่ได้ ยึดตัวเลข M บนขวด (6M หรือ 12M)

ทาวิตามินซีตอนเช้าแล้วผิวไวแสงไหม

ไม่ — ตรงข้าม วิตามินซีไม่ใช่สารไวแสง (ต่างจากเรตินอลกับ AHA) มันช่วยลดความเสียหายจากแดด แต่ไม่ใช่กันแดด ยังต้อง SPF 30 ขึ้นไปทับ ความเชื่อเรื่องไวแสงมาจากคำว่า “กรด” และจากเคสหน้าคล้ำหลังทา ซึ่งจริง ๆ คือเซรั่มออกซิไดซ์ ไม่ใช่แดด — ขวดของคุณตอนนี้สีอะไร

ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องใช้ไหม ทักไลน์มาถามได้ครับ

พิมพ์คำว่า ซีทา มา เดี๋ยวผมตอบให้

เปิด LINE แล้วพิมพ์ 「ซีทา」

ผมไม่ขายในแชท ถ้าคำตอบคือไม่ต้องซื้ออะไร ผมจะบอกตรง ๆ เหมือนที่เขียนในหน้านี้

อ้างอิง

  1. Pinnell SR et al. Topical L-ascorbic acid: percutaneous absorption studies. Dermatologic Surgery, 2001
  2. Lin FH et al. Ferulic acid stabilizes a solution of vitamins C and E and doubles its photoprotection of skin. Journal of Investigative Dermatology, 2005
  3. น้ำหนักโมเลกุลของอนุพันธ์วิตามินซีแต่ละตัว — ฐานข้อมูล PubChem (pubchem.ncbi.nlm.nih.gov)
  4. ประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง เรื่อง ฉลากของเครื่องสำอาง — สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (หลักการเรียงลำดับส่วนผสม)
  5. ประสบการณ์ตรงจากลูกค้าที่ใช้วิตามินซีทาตั้งแต่ปี 2543 — ระบุไว้ทุกจุดที่เป็นข้อสังเกตของผมเอง